เวลาทำประกันรถยนต์ หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ค่า Excess” ผ่านหูมาแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าคืออะไร ต้องจ่ายตอนไหน และแตกต่างจากค่าเสียหายส่วนแรกแบบอื่นยังไง บางคนเลือกประกันเพราะเบี้ยถูก แต่พอถึงเวลาเคลมกลับต้องจ่ายเพิ่มโดยไม่รู้ตัว
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า ค่า Excess คืออะไร ใครบ้างที่ต้องจ่าย และควรเลือกแผนประกันแบบมีหรือไม่มี Excess ดี เพื่อให้เลือกประกันรถยนต์ได้คุ้มค่าและเหมาะกับการใช้งานมากที่สุด
ค่า Excess คืออะไร?
ค่า Excess คือ “ค่าเสียหายส่วนแรก” ที่ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบเองในบางกรณี โดยบริษัทประกันจะระบุไว้ในกรมธรรม์อย่างชัดเจน
พูดง่าย ๆ คือ หากเกิดเหตุที่เข้าเงื่อนไข ผู้เอาประกันจะต้องจ่ายเงินส่วนหนึ่งก่อน แล้วบริษัทประกันจึงจะรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนที่เหลือ
ตัวอย่างเช่น
- กำหนดค่า Excess ไว้ 3,000 บาท
- หากเกิดอุบัติเหตุที่เข้าเงื่อนไขเคลม และมีค่าซ่อม 20,000 บาท
- ผู้เอาประกันต้องจ่ายเอง 3,000 บาท
- บริษัทประกันจ่ายส่วนที่เหลืออีก 17,000 บาท

ค่า Excess ต้องจ่ายเมื่อไหร่?
โดยทั่วไป ค่า Excess มักจะเกิดขึ้นในกรณีต่อไปนี้
1. เคลมไม่มีคู่กรณี
เช่น
- ถอยชนเสา
- ชนกำแพง
- ขับรถแล้วครูดเอง
- ไม่ทราบว่าไปชนตอนไหน
กรณีนี้บริษัทประกันไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ จึงอาจมีค่า Excess ตามเงื่อนไขกรมธรรม์
2. ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด
หากเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด บริษัทประกันบางแผนอาจกำหนดให้ต้องรับผิดชอบค่า Excess ก่อนเคลม
3. เหตุการณ์ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
ประกันแต่ละบริษัทหรือแต่ละแผนอาจมีเงื่อนไขแตกต่างกัน เช่น
- อายุผู้ขับขี่ไม่ตรงตามที่แจ้ง
- ผู้ขับขี่อายุน้อยกว่าที่กำหนด
- ใช้งานรถผิดประเภท
ดังนั้นควรอ่านรายละเอียดกรมธรรม์ทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ
ค่า Excess ต่างจาก Deductible ยังไง?หลายคนมักสับสนระหว่าง “Excess” และ “Deductible” เพราะทั้งคู่เกี่ยวกับค่าเสียหายส่วนแรกเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วต่างกัน | |
Excess
| Deductible
|
| ตัวอย่าง: หากเลือก Deductible 5,000 บาท เบี้ยประกันอาจถูกลงหลายพันบาท แต่เวลาเคลมต้องออกเงินส่วนแรกเองก่อน | |
ทำไมประกันที่มี Excess ถึงเบี้ยถูกกว่า?
เพราะบริษัทประกันมองว่า ผู้เอาประกันมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายบางส่วน ทำให้ความเสี่ยงของบริษัทลดลง จึงสามารถเสนอเบี้ยประกันในราคาที่ถูกลงได้

เหมาะสำหรับคนที่
- ขับรถระมัดระวัง
- ใช้รถน้อย
- มีที่จอดประจำ
- ไม่ค่อยเคลม
แต่หากเป็นคนใช้รถทุกวัน ขับในเมือง รถติด หรือจอดรถตามห้างบ่อย อาจต้องพิจารณาให้ดี เพราะมีโอกาสเกิดเคลมจุกจิกได้มากกว่า
ค่า Excess มีผลกับการเคลมยังไง?
หลายคนเข้าใจผิดว่า “มีประกันแล้วเคลมฟรีทุกอย่าง” แต่จริง ๆ หากกรมธรรม์มี Excess ผู้เอาประกันอาจต้องจ่ายเงินเพิ่มทุกครั้งที่เข้าเงื่อนไข
ยกตัวอย่าง
- ถอยรถชนกำแพง 1 ครั้ง = จ่าย Excess
- ครูดฟุตปาธอีก 1 ครั้ง = จ่าย Excess อีกรอบ
ดังนั้นก่อนเลือกประกัน ควรเปรียบเทียบว่า
“เบี้ยที่ถูกลง คุ้มกับค่า Excess ที่อาจต้องจ่ายหรือไม่”
ควรเลือกประกันแบบมี Excess หรือไม่มี Excess ดี? | |
เหมาะกับแบบ “มี Excess”
| เหมาะกับแบบ “ไม่มี Excess”
|
ก่อนซื้อประกันรถยนต์ ต้องเช็กอะไรบ้าง?
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง ควรถามรายละเอียดเหล่านี้ทุกครั้ง
- มีค่า Excess หรือไม่
- ต้องจ่ายเท่าไหร่ต่อครั้ง
- เคลมกรณีไหนได้บ้าง
- มี Deductible เพิ่มหรือไม่
- ค่าเสียหายส่วนแรกคิดยังไง
- เงื่อนไขผู้ขับขี่เป็นแบบไหน
การเข้าใจรายละเอียดก่อนซื้อ จะช่วยให้เลือกประกันได้ตรงกับการใช้งาน และลดปัญหาเวลาเกิดอุบัติเหตุจริง
สรุป
ค่า Excess คือค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบเองในบางกรณี เช่น เคลมไม่มีคู่กรณี หรือกรณีที่ระบุในกรมธรรม์ แม้จะช่วยให้เบี้ยประกันถูกลง แต่ก็ควรพิจารณาให้เหมาะกับลักษณะการใช้รถของตัวเอง
ก่อนตัดสินใจทำประกันรถยนต์ อย่าดูแค่ “เบี้ยถูก” เพียงอย่างเดียว แต่ควรดูรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขการเคลม และค่าใช้จ่ายแฝงต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่คุ้มค่าจริงในระยะยาว
เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ แต่การมีประกันที่เหมาะกับเรา จะช่วยให้รับมือกับทุกสถานการณ์ได้อุ่นใจกว่าเดิม
