ไวรัสฮันตาน่ากลัวแค่ไหน? สรุปข้อมูลล่าสุด 2569 ที่คุณต้องรู้ก่อนสายเกินไป

May 18, 2026 อื่นๆ ไวรัสฮันตาน่ากลัวแค่ไหน? สรุปข้อมูลล่าสุด 2569 ที่คุณต้องรู้ก่อนสายเกินไป

 

ไวรัสฮันตาน่ากลัวแค่ไหน? สรุปข้อมูลล่าสุด 2569 ที่คุณต้องรู้ก่อนสายเกินไป

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อของ “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) ได้กลับมาเป็นที่พูดถึงและสร้างความกังวลใจให้คนทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รายงานการแพร่ระบาดบนเรือสำราญกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า โรคนี้คืออะไร? มันน่ากลัวขนาดไหน? และในประเทศไทยมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด?

บทความนี้ได้รวบรวม ข้อมูลล่าสุดปี 2569 ทุกแง่มุมที่คุณจำเป็นต้องรู้ เพื่อการเตรียมพร้อมและป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธี

ไวรัสฮันตา คืออะไร? ทำไมโลกถึงกลับมาตื่นตัวในปี 2569

ไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสในตระกูล Hantaviridae โดยมี “สัตว์ฟันแทะ” เช่น หนูนา และหนูบ้าน เป็นพาหะหลัก เชื้อชนิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สาเหตุที่กลับมาเป็นกระแสร้อนแรงในปี 2569 เนื่องจากเกิดคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อบนเรือสำราญหรู MV Hondius ในแถบมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยวิกฤต จนทำให้หน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ต้องยกระดับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ คลัสเตอร์ล่าสุดได้รับการยืนยันว่าเป็นสายพันธุ์ Andes virus (ANDV) ซึ่งเป็นไวรัสฮันตาสายพันธุ์เดียวที่สามารถ “แพร่กระจายจากคนสู่คนได้” ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด แม้ว่าโอกาสจะเกิดได้น้อย แต่ก็สร้างความกังวลในวงกว้าง

 

ความน่ากลัวของไวรัสฮันตา: อัตราเสียชีวิตสูงถึง 30-50%

หากถามว่าไวรัสฮันตาน่ากลัวแค่ไหน? สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ "ความรุนแรงของโรคและอัตราการเสียชีวิตที่สูงมาก" โดยทั่วไปอาการของโรคจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักตามสายพันธุ์ 

1. กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลัน (Hantavirus Pulmonary Syndrome: HPS)

มักพบในแถบอเมริกา (รวมถึงสายพันธุ์ Andes virus ที่ระบาดในปี 2569 นี้) ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ในระยะแรก เช่น ไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ท้องเสีย อาเจียน แต่หลังจากนั้นโรคจะพัฒนาอย่างรวดเร็วไปสู่ ภาวะปอดบวมน้ำ ระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน และเกิดภาวะช็อก ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30% - 50%

2. ไข้เลือดออกร่วมกับกลุ่มอาการทางไต (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS)

มักพบในแถบยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง และเกิดภาวะ ไตวายเฉียบพลัน

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้: ปัจจุบันไวรัสฮันตา ยังไม่มียารักษาเฉพาะทาง และยังไม่มีวัคซีนป้องกัน การรักษาทำได้เพียงการประคับประคองอาการตามสภาวะร่างกายของผู้ป่วยเท่านั้น หากรักษาล่าช้า โอกาสเสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นทันที

ไวรัสฮันตา ติดต่อทางไหนได้บ้าง?

คนเราสามารถรับเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านช่องทางหลัก ๆ ดังนี้:

การสูดดม (ช่องทางหลัก): สูดละอองฝุ่นที่ปนเปื้อน ปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนูที่ติดเชื้อ เช่น การทำความสะอาดห้องอับทึบที่มีหนูอาศัยอยู่แล้วฝุ่นฟุ้งกระจาย

การสัมผัสโดยตรง: สัมผัสสารคัดหลั่งของหนู แล้วนำมือมาจับตา จมูก ปาก หรือเข้าทางบาดแผล

การถูกหนูกัด: เป็นช่องทางที่พบได้น้อย แต่สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน

จากคนสู่คน: (เฉพาะสายพันธุ์ Andes virus) เกิดจากการอยู่ร่วมกันในพื้นที่ปิดและสัมผัสสารคัดหลั่งหรือน้ำลายของผู้ป่วยเป็นเวลานาน

อัปเดตสถานการณ์ในประเทศไทย 2569 เสี่ยงแค่ไหน?

สำหรับประเทศไทย ประชาชนยังไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า "ยังไม่พบการระบาดของโรคนี้ในประเทศไทย" และความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบให้กำหนด “โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา” เป็นโรคติดต่ออันตราย (ลำดับที่ 14) เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเพิ่มมาตรการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง และสั่งสอบสวนโรคได้ทันทีภายใน 12 ชั่วโมงหากพบผู้ป่วยเข้าข่าย

วิธีป้องกันตัวเองจากไวรัสฮันตา (ห้ามกวาดบ้านแบบเดิม!)

เนื่องจากโรคนี้มีหนูเป็นพาหะ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการจัดการสุขอนามัยในบ้านและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ดังนี้:

จัดการบ้านให้สะอาด: เก็บอาหารให้มิดชิด อย่าให้เป็นแหล่งอาหารหรือที่อยู่อาศัยของหนู

ห้ามกวาดหรือดูดฝุ่นในพื้นที่อับที่มีมูลหนู: การกวาดหรือดูดฝุ่นจะทำให้เชื้อไวรัสฟุ้งกระจายในอากาศและง่ายต่อการสูดดม

วิธีทำความสะอาดที่ถูกต้อง: ให้ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือโซเดียมไฮโปคลอไรต์ (สารฟอกขาวเจือจาง) ให้เปียกชุ่มก่อน แล้วจึงใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดออกเพื่อไม่ให้ฝุ่นฟุ้ง

ล้างมือบ่อย ๆ: ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร

สรุป

แม้ว่า ไวรัสฮันตา จะเป็นโรคที่มีอันตรายถึงชีวิตและมีอัตราการเสียชีวิตที่น่ากลัว แต่หากเราเข้าใจพฤติกรรมของโรค หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งสกปรกจากหนู และรู้วิธีทำความสะอาดที่ถูกต้อง ก็จะสามารถป้องกันตัวเองและคนที่คุณรักให้ปลอดภัยจากโรคร้ายนี้ได้อย่างแน่นอน

 

Q : ไวรัสฮันตา ติดจากคนสู่คนได้ไหม?

A : โดยทั่วไปไม่ได้ แต่มีข้อยกเว้นในสายพันธุ์ Andes virus (ANDV) ที่ระบาดล่าสุดในปี 2569 ซึ่งสามารถติดจากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดในพื้นที่ปิด

Q : ไวรัสฮันตา มีวัคซีนไหม?

A : ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยังไม่มียารักษาเฉพาะทาง ต้องรักษาตามอาการเท่านั้น

Q : อาการแรกเริ่มของไวรัสฮันตาเป็นอย่างไร?

A : มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (โดยเฉพาะต้นขา สะโพก หลัง) และอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย คล้ายไข้หวัดใหญ่